การเพิ่มคำในภาษาไทย

posted on 24 Feb 2009 13:19 by nitchanan9

การเพิ่มคำในภาษาไทย

 

 

                สาเหตุที่มีการเพิ่มคำในภาษาไทย  เพราะภาษาไทยเป็นภาษาคำโดดจึงมีคำใช้น้อย 

ดังนั้นเราจึงต้องเพิ่มคำขึ้นเพื่อให้มีคำใช้มากขึ้นและเพื่อขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้คำคำเดียว

ทำหน้าที่หลายอย่างหลายความหมาย  และการใช้เสียงวรรณยุกต์บอกความหมายที่แตกต่างกัน 

จำเป็นต้องนำคำมูลที่มีอยู่แล้วมาสร้างคำขึ้นใหม่ด้วยวิธีการ   ดังแผนผังข้างล่างนี้

                                                                   การยืมคำ

                                                คำบาลี-สันสกฤต

 

             ภาษาบาลีและสันสกฤต  จัดอยู่ในตระกูลภาษามีวิภัตติปัจจัย  ดังนั้นลักษณะเด่น

ของภาษาทั้งสองจึงแตกต่างกับภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาที่อยู่ในตระกูลภาษาคำโดด 

ดังนั้นเราจึงยืมเอาภาษาบาลีและสันสกฤตมาใช้  ส่วนลักษณะอื่นทางภาษาเราหาได้ยืมมาไม่

                คำภาษาบาลีและสันสกฤตนั้นไทยนำเข้ามาใช้พร้อมกับพุทธศาสนา

พยัญชนะบาลี มี  ๓๓  ตัว  ส่วนพยัญชนะสันสกฤต  มี  ๓๕  ตัว  โดยเพิ่ม    แบ่งเป็น

พยัญชนะวรรคตามฐานที่เกิดของเสียง  ได้    วรรค  กับอีก    เศษวรรค  ดังนี้

 

 

ข้อสังเกต

.   พยัญชนะทุกตัวออกเสียง  “ อะ ”  เช่น  กะ  ขะ  คะ  ฆะ  งะ

.   อักษร      ภาษาบาลี สันสกฤต  ไม่มีเชิง

.   สิถิล  คือเสียงเบา  ธนิต  คือเสียงหนัก  นาสิก  คือเสียงขี้นจมูก

.     อ่านว่า  อัง  เรียกนิคหิต  หรือนฤหิต  เช่น  อรหํ  อ่านว่า  อะ - ระ -หัง

 

  หลักสังเกตคำบาลีสันสกฤต

 

คำบาลี

คำสันสกฤต

.   มีพยัญชนะ  ๓๓  ตัว

.   มีพยัญชนะ  ๓๕  ตัว  เพิ่ม   

.   มีสระ    ตัว  อะ  อา  อิ  อี  อุ  อู เอ  โอ

.   มีสระ  ๑๔  ตัว  เพิ่ม    ไอ  เอา    ฤๅ  ฦ ฦๅ 

.   ตัวสะกด ตัวตาม  เป็นไปตามกฎสังโยค  ดังนี้

      แถวที่    สะกด  แถวที่  ๑ หรือ    ตาม  เช่น  สัจจะ  มิจฉา  ฯลฯ

      แถวที่    สะกด  แถวที่  ๓ หรือ    ตาม  เช่น  สมัชชา  พยัคฆ์  ฯลฯ

      แถวที่  ๕ สะกด  แถวที่  , , , ๔ หรือ  ๕ ตาม  เช่น  สันติ  สัณฐาน  บัณฑิต  สงฆ์  สัญญา  สัมมนาฯลฯ  ( ยกเว้น    สะกด    ตาม  ) 

.   ตัวสะกด ตัวตาม  ไม่เป็นไปตามกฎสังโยค 

ไม่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับเหมือนคำบาลี  ตัวสะกด 

ตัวตาม  อาจอยู่ระหว่างวรรคกันก็ได้  เช่น  ภักดี  ศัพท์  ศูนย์  ฯลฯ

 

 

.   มีตัวสะกดต้องมีตัวตามเสมอ  เช่น  เชยฺย  บลฺลงฺก์    มนุสฺส ฯลฯ

.   มีตัวสะกด  ไม่มีตัวตามก็ได้  เช่น  มนัส  เวทิน 

ภานุมาศ  ฯลฯ

.           เป็นตัวสะกด  ตัว  “ ” 

เป็นตัวตาม เช่น  ปัญหา  เสมหะ  กัณหา  ยห  ฯลฯ

.  -

.   ไม่มีควบกล้ำ และอักษรนำ

.   นิยมควบกล้ำ และอักษรนำ เช่น จักร สตรี ฯลฯ

.   ไม่มี รร

.   มี รร เช่น หรรษา จรรยา ธรรม ฯลฯ

.   บาลีใช้  “สันสันกฤตใช้  “เช่น กีฬา จุฬา   ครุฬ ฯลฯ

.    ใช้เช่น กรีฑา จุฑา ครุฑ ฯลฯ

 

.  -        

.   “ สะกดตามด้วยพยัญชนะวรรค ต ( ต ถ ท ธ น ) เช่น  พัสดุ พิสดาร ภัสดา สถาน วาสนา  ฯลฯ

๑๐บาลีใช้ อะ อิ อุ สันสกฤตใช้ ฤ เช่น อมตะ อิทธิ อุตุ  อิสิ ติณ มุสา  กิมิ (หนอน)ฯลฯ

๑๐.   ใช้ ฤ เช่น อมฤต ฤทธิ ฤตุ ฤษี  ตฤณ  มฤษ

กฤมิ  ฯลฯ

๑๑.  บาลีใช้สระ  เอ และ อิ  สันสกฤตใช้  ไอ  เช่น

เอาราวณฺ  เกลาสฺ  เวชชฺ  อิสฺสริย  สินธฺว  ฯลฯ

๑๑.  ใช้  ไอ  เช่น  ไอราวณฺ  ไกลาสฺ  ไวทฺย  ไอศฺวรฺย  ไสนฺธว  ฯลฯ

๑๑. บาลีใช้ ข สันสกฤตใช้ ษ กษ แทน เช่น

      เขต - เกษตร     ภิกขุภิกษุ     ขันติ - กษานติ 

๑๑.   สันสกฤตใช้    กษ

 

 

 

 

หลักการอ่านคำบาลี

               

               การอ่านคำตามอักษรวิธีของภาษาบาลี  มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากภาษาไทยเล็กน้อย  คือ

                ๑.  ถ้าคำนั้นพยางค์ใดไม่มีสระกำกับอยู่  ให้อ่านออกเสียงเหมือนมีสระ  “อะ”  เช่น

                                สรณ                       อ่านว่า                    สะระ - นะ       (ที่นั่ง)

                                คมน                       อ่านว่า                    คะมะ - นะ       (ไป)

                                อมร                        อ่านว่า                    อะมะ - ระ        (ผู้ไม่ตาย)

                                อจล                        อ่านว่า                    อะจะ - ละ        (ไม่หวั่นไหว)

                                ปร                           อ่านว่า                    ปะระ                 (อื่น)

                ๒.  ถ้าคำนั้นมีหลายพยางค์  บางพยางค์มีสระกำกับ  บางพยางค์ที่ไม่มี  พยางค์ใดมีสระอะไรกำกับก็ให้อ่านออกเสียงสระนั้น  ส่วนพยางค์ที่ไม่มีสระกำกับให้อ่านออกเสียงสระ  “อะ”  เช่น

                                ทิว                           อ่านว่า                    ทิวะ                    (กลางวัน)

                                สมีร                        อ่านว่า                    สะมี - ระ           (ลม)

                                อริย                         อ่านว่า                    อะริ - ยะ           (เจริญ)

          ๓.  ถ้าคำนั้นตัวใดมีเครื่องหมาย  . (พินทุ)  อยู่ข้างล่าง  แสดงว่าตัวนันเป็นตัวสะกด       ต้องอ่านเป็นตัวสะกด  เช่น

                                ขฺนติ                       อ่านว่า                    ขันติ                   (อดทน)

                                จาริตฺต                    อ่านว่า                    จาริด - ตะ         (ประเพณี)

                                ปจฺจตฺถรณ             อ่านว่า                    ปัดจัดถะ -  ระ - นะ  (ที่นอน)

                ๔.  คำที่มีนฤคหิต  ( ° ) อยู่ข้างบน  อ่านออกเสียง  “อัง”  เช่น

                                สรณ°                    อ่านว่า                    สะระ - นัง        (ที่พึ่ง)

                                °สุ                       อ่านว่า                    ปังสุ                   (ฝุ่น)

                                ธมฺม°                     อ่านว่า                    ธัมมัง                 (พระธรรม)

                ๕.  ถ้าคำใดมีสระอื่นอยู่บนพยัญชนะตัวใดแล้วมีนฤคหิตอยู่ด้วยให้อ่านคำนั้นออกเสียงสระนั้น แล้วมี  “”  สะกด

                                กาสุ°                             อ่านว่า                   กา –  สุง (หลุม)

                                มฺนติ°                  อ่านว่า                   มัน –  ติง (คนมีความคิด)

                หมายเหตุ   แต่ถ้าคำที่มีนฤคหิตอยู่บนนั้นเป็นคำภาษาสันสกฤตต้องอ่าน  เหมือนมี  “

สะกด  เช่น

                                ส°      อ่านว่า        สม                      ชุ°นุ°        อ่านว่า        ชุม –  นุม      

 

เทียบลักษณะแตกต่างระหว่างคำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต

 

ตัวอย่าง   คำบาลีและสันสกฤตที่ไทยนำมาใช้และความหมาย  ดังนี้

ภาษาบาลี

ภาษาสันสกฤต

ไทยใช้

กีฬา

กรีฑา

กีฬา , กรีฑา

การุญฺ

การุณฺย

การุญ , การุณย์

กมฺม

กรฺม

กรรม

ขณ

กฺษณ

ขณะ

ขตฺติย

กษตฺริย

ขัตติยะ , กษัตริย์

เขตฺต

เกษตฺร

เขต , เกษตร

ครุฬ

ครุฑ

ครุฑ

จกฺขุ

จกฺษุ

จักษุ

จุฬา

จุฑา

จุฬา , จุฑา

ตกฺก

ตรฺก

ตรรก

ตุฏฺฐ

ตุษฺฎิ

ดุษฎี

ถูป

สตูป

สถูป

ธมฺม

ธรฺม

ธรรม

นิจฺจ

นิตฺย

นิตย์  ,  นิจ

นิสยฺ

อาศยฺ

นิสัย , อาศัย

ปุญฺ

ปุณฺย

บุญ , บุณย์

ปจฺฉิม

ปฺรศฺจิม

ปัจฉิม

ปิตุ

ปิตฺฤ

บิดา

ปจฺจุปนฺน

ปฺรตฺยุตฺปนฺน

ปัจจุบัน

ปญฺ

ปรชฺ

ปัญญา , ปรัชญา

ปมาท

ปฺรมาท

ประมาท

มาตุ

มาตฺฤ

มารดา

มจฺฉา

มตฺสฺย

มัจฉา , มัสยา

เมตฺต

ไมตรี

เมตตา ,ไมตรี

ยุตฺติ

ยุกฺต

ยุตติ , ยุกต์

 

รฏฺฐ

ราษฺฎร

รัฐ , ราษฎร์

 

 

 

รงฺสี

รศฺมี

รังสี , รัศมี

วิชฺช

วิทฺย

วิชา , วิทยา

วคฺค

วรฺค

วรรค

เวยฺยากรณ

เวยากรณ

ไวยากรณ์

วฏฺฏ

วฺฤตฺต

วัฏ

เวชฺช

ไวทฺย

แพทย์

เวสฺส

ไวศฺย

แพศย์

วฑฺฒน

วรฺธน

วัฒน์

สกฺก

ศกฺร

สักกะ

สิงฺคาร

ศฤงคาร

สิงคาร , ศฤงคาร

สจฺจ

สตฺย

สัตย์

สามี

สวามี

สามี , สวามี

สามญฺ

สามานฺย

สามัญ , สามานย์

สตฺถ

ศาสฺตร

ศาสตร์

โสตฺถิ

สวสฺดี

สวัสดี

สิปฺป

ศิลปะ

ศิลป์

อริยา

อารยา

อารยะ

อิตฺถี

สตรี

สตรี

อมต

อมฤต

อมตะ  ,  อมฤต

อิทฺธิ

ฤทฺธิ

อิทธิ  ,  ฤทธิ์

อุตุ

ฤตุ

อุตุ  ฤดู

อิสฺสริย

ไอศฺวรฺย

ไอศวรรย์ , ไอศูรย์

อกฺขร

อกฺษร

อักษร

อคฺค

อคฺร

อรรค , อัคร

อคฺคิ

อคฺนิ

อัคนี , อัคคี

อจฺฉริย

อศฺจรฺย

อัศจรรย์

อสฺส

อศฺว

อัศวะ

 

อิสิ

ฤษี

ฤๅษี

 

 

                                                      การสร้างคำ

                                                         คำสมาส

 

ความหมายของคำสมาส

                คำสมาส  คือ การสร้างคำขึ้นใหม่โดยการนำคำมูลบาลีหรือสันสกฤตตั้งแต่สองคำขึ้นไปซึ่งมี ความหมายต่างกันมาเรียงต่อกันแล้วเกิดคำใหม่และมีความหมายใหม่  เวลาอ่านก็อ่านเพิ่มพยางค์สุดท้ายของคำแรกและแปลจากหลังไปหน้า เช่น

 

                ประวัติ() + ศาสตร์(.)   =  ประวัติศาสตร์ (ประ -หวัด - ติ - สาดแปลว่า วิชาว่าด้วยเรื่องเก่าแก่

 

วิธีสังเกตคำสมาส

                คำที่นำมาสมาสกันต้องเป็นคำบาลีหรือสันสกฤตเท่านั้น   เช่น

                                        มูล ( . )    +   นิธิ ( . )      =       มูลนิธิ

                                        วรรษ ( . ) +   ฤดู ( . )                     =       วรรษฤดู

                                        หัตถ ( . )  +   ศึกษา ( . ) =       หัตถศึกษา

                                         วิทย  (ส.)    +   ฐานะ  (บ.) =        วิทยฐานะ 

 

                   การแปลความหมายแปลจากข้างหลังมาข้างหน้า  เช่น

                                        อุทก (น้ำ)   +   ภัย (อันตราย)            =   อุทกภัย (ภัยอันตรายจากทางน้ำ)

                                        รัตติ (กลางคืน) + กาล (เวลา)            =    รัตติกาล (เวลากลางคืน)

 

               การอ่านออกเสียงต้องอ่านออกเสียงต่อเนื่องหรืออ่านออกเสียงเพิ่มพยางค์สุดท้าย    ของคำหน้า เช่น

                                        พฤติ + กรรม      =     พฤติกรรม (พฺรึด - ติ - กำ)

                                        กาย  + ภาพ        =     กายภาพ (กาย - ยะ - พาบ)

 

                ถ้าพยางค์ท้ายของคำหน้ามีวิสรรชนีย์ หรือ ทัณฑฆาต  เมื่อเข้าสมาสแล้วต้องตัดวิสรรชนีย์ หรือทัณฑฆาตออก  เช่น

                                        ธุระ  +  กิจ          =   ธุรกิจ

                                         มนุษย์ + ธรรม    =    มนุษยธรรม

                คำราชาศัพท์ที่มีคำว่าพระนำหน้าคำมูลบาลีหรือสันสกฤต จัดว่าเป็นคำสมาส  เช่น

                                                พระ  +  พักตร์ (.)   =    พระพักตร์

                                                พระ  +  บิดา (.)      =    พระบิดา

 

                .   คำบาลีหรือสันสกฤตที่มีคำว่า  “ ศาสตร์ กรรม ภาพ ภัย ศิลป์ ศึกษา สถาน ธรรม กร วิทยา”  ต่อท้ายถือว่าเป็นคำสมาส   เช่น

จิตศาสตร์ โจรกรรม ภราดรภาพ อัคคีภัย นาฏศิลป์ อาชีวศึกษา เทวสถาน นิติกร  วัฒนธรรม จิตวิทยา

 

ข้อสังเกต

                   มีคำสมาสบางคำไม่อ่านออกเสียงพยางค์สุดท้ายของคำหน้าแต่อ่านตามความนิยม เช่น                                              

                                         ชลบุรี  (ชน - บุ - รี)                    

สุพรรณบุรี  (สุ - พัน - บุ -รี)

                                          สมุทรปราการ (สะ - หฺมุด - ปฺรา - กานฯลฯ

 

                .   มีคำสมาสบางคำที่เป็นคำหลักทั้งสองคำ จะแปลจากหน้าไปหลังหรือจากหลังไปหน้าก็ได้  แต่เวลาอ่านจะต้องอ่านออกเสียงต่อเนื่องกัน เช่น

 

                                        บุตร  +  ภรรยา         =   บุตรภรรยา (บุด - ตฺระ - พัน - ระ - ยา)

                                        สมณ  +  พราหมณ์   =   สมณพราหมณ์ (สะ - มะ - นะ - พฺราม)

ยกเว้น         ประธานสภา   ผลบุญ  ประวัติบุคคล  ประวัติชีวิต  ราชวัง  ผลไม้  พระสาง  พระเขนย

 

 

วิธีอ่านคำสมาส

                ถ้าพยางค์สุดท้ายของคำหน้าเป็นเสียงอะให้ออกเสียงอะกึ่งเสียง เช่น

                                                โบราณ + คดี         =     โบราณคดี (โบ - ราน - นะ - คะ- ดี)

                                                สัตว  +  แพทย์      =     สัตวแพทย์ (สัด - ตะ -วะ - แพด)

                                                คุณ  +  วุฒิ             =     คุณวุฒิ  (คุนนะวุดทิ)

 

                .  ถ้าพยางค์สุดท้ายของคำหน้าเป็นเสียงอิให้ออกเสียงอิเช่น

                                             ภูมิ  +  ภาค            =      ภูมิภาค (พู - มิ - พาก)   

                                             เกียรติ  + คุณ         =      เกียรติคุณ  (เกียดติคุน)

                                             อุบัติ  +  เหตุ          =     อุบัติเหตุ  (อุบัดติเหด)

      ยกเว้น           ชาตินิยม             =      ชาตินิยม (ชาด - นิ - ยม)

 

 

 

ถ้าพยางค์สุดท้ายของคำหน้าเป็นเสียงอุให้อ่านออกเสียงอุ”  เช่น

                                    เกตุ  +  มาลา         =      เกตุมาลา (เกด - ตุ - มา -ลา)

                                    ธาตุ  +  สถูป         =      ธาตุสถูป (ทาด - ตุ - สะ -ถูบ)

 

                ถ้าพยางค์สุดท้ายของตัวหน้าเป็นตัวควบกล้ำ  ให้อ่านออกเสียงควบกล้ำด้วย  เช่น

                                    เกษตร + กรรม     =      เกษตรกรรม (กะ - เสด - ตฺระ - กำ)

                                    มิตร    + ภาพ        =      มิตรภาพ (มิด - ตฺระ - พาบ)

 

                คำว่าบรม  ราชเป็นคำสมาสต้องอ่านออกเสียง “-มะ- , -ชะ-”  เช่น

                                     พระราชกรณียกิจ                อ่านว่า    พฺระ - ราด - ชะ - กะ - ระ - นี - ยะ - กิด

                                     พระบรมราชูปถัมภ์             อ่านว่า    พฺระ - บอ - รม - มะ - รา - ชู - ปะ - ถำ

 

ความแตกต่างระหว่างคำสมาสกับคำประสม

                คำสมาสและคำประสมมีความแตกต่าง  ดังนี้

 

คำสมาส

คำประสม

๑.  ที่มาของคำเกิดจากการนำคำบาลีหรือสันสกฤตมาประกอบกันเท่านั้น  เช่น

     ราชบิดา        -      ราช  (บ.)   +  บิดา  (บ.)

     จันทรคราส  -      จันทร์ (ส.) +  คราส  (ส.)

     กายกรรม     -       กาย  (บ.)   +  กรรม  (ส.)

     กรรมฐาน    -       กรรม (ส.)  +  ฐาน  (บ.)

๑.  ที่มาของคำเกิดจากการนำคำที่มาจากภาษาใดก็ได้มาประกอบกัน  เช่น

      แม่เหล็ก    -    แม่ (ท.)      +      เหล็ก  (ท.)

      ฉลองได    -   ฉลอง  (ข.)  +      ได  (ข.)

      พระสลา    -   พระ  (ส.)    +      สลา  (ข.)

      รับเสด็จ    -    รับ  (ท.)      +      เสด็จ  (ข.)

      พระโธรน -    พระ  (ส.)    +      โธรน  (อ.)

      พลเรือน    -    พล  (บ.)      +      เรือน  (ท.)

๒.  การเรียงลำดับคำและการแปลความหมายของคำ

      คำหลักไว้หลังคำขยายไว้หน้าและแปลจากข้างหลังไปข้างหน้า  เช่น

   พาณิชย์  +  การ    =    พาณิชยการ(งานการค้า)

   สภา   +   นายก    =    สภานายก(หัวหน้าในที่ประชุม)

   ผลิต   +   ผล        =    ผลิตผล(ผลที่ทำขึ้น)

                                      (แปลจากหลังไปหน้า)

 

๒.  การเรียงลำดับคำและการแปลความหมายของคำ

      คำหลักไว้หน้าคำขยายไว้หลังและแปลจากข้างหน้าไปข้างหลัง  เช่น

   การ  +  พาณิชย์   =    การพาณิชย์ (การค้าขาย)

   นายก   +  สภา    =    นายกสภา(หัวหน้าในที่ประชุม)

   ผล   +  ผลิต        =    ผลผลิต(ผลที่ทำขึ้น)

                                     (แปลจากหน้าไปหลัง)

๓.  การเขียนตัวสะกด  คำสมาสไม่ประวิสรรชนีย์  หรือไม่มีเครื่องหมายทัณฑฆาตกำกับตรงพยางค์สุดท้ายของคำหน้า  เช่น

     เคหะ   +   ศาสตร์  =    เคหศาสตร์

     กิจจะ  +   กรรม     =    กิจกรรม

     รัตนะ  +  ตรัย       =     รัตนตรัย

     พันธุ์   +   กรรม     =    พันธุกรรม

     สัตว์    +   แพทย์    =    สัตวแพทย์

๓.  การเขียนตัวสะกด  คำประสม

ประวิสรรชนีย์  หรือมีเครื่องหมายทัณฑฆาตกำกับตรงพยางค์สุดท้ายของคำหน้า  เช่น

     เคหะ   +   ชุมชน       =    เคหะชุมชน

     กิจจะ   +   ลักษณะ    =     กิจจะลักษณะ

     สาระ   +   บันเทิง      =     สาระบันเทิง

     พันธุ์    +   ผสม         =     พันธุ์ผสม

     จันทร์  +   เพ็ญ          =    จันทร์เพ็ญ

๔.  การอ่านออกเสียง  ส่วนมากอ่านออกเสียงสระตรงพยางค์ท้ายของคำหน้า  เช่น

      เกียรติประวัติ  อ่าน  เกียดติปฺระหฺวัด

      ภูมิศาสตร์       อ่าน  พูมิ - สาด

๔.  การอ่านออกเสียง  ส่วนมากไม่อ่านออกเสียงสระตรงพยางค์ท้ายของคำหน้า  เช่น

      ชาติตระกูล     อ่าน     ชาด –  ตฺระ –  กูน

      ภูมิลำเนา        อ่าน     พูม  –   ลำ  -  เนา

 

 

 

คำไทยบางคำที่อ่านออกเสียงต่อเนื่องเสียงตัวสะกดเหมือนคำสมาส

                มีคำไทยบางคำที่อ่านออกเสียงต่อเนื่องเสียงตัวสะกดเหมือนคำสมาส  เช่น

 

ดาษดา

อ่านว่า

ดาดสะ - ดา

พรรดึก

อ่านว่า

พันระ -  ดึก

จักจั่น

อ่านว่า

จักกะ - จั่น

กรมการ

อ่านว่า

กฺรมมะกาน

กรมนา

อ่านว่า

กฺรมมะนา

กรมท่า

อ่านว่า

กฺรมมะท่า

กรมวัง

อ่านว่า

กฺรมมะวัง

ลักเพศ

อ่านว่า

ลักกะเพด

สัพยอก

อ่านว่า

สับพะ - ยอก

พลเมือง

อ่านว่า

พน ละเมือง

 

คำสมาสบางคำไม่ได้อ่านออกเสียงต่อเนื่องแบบคำสมาส

                มีคำสมาสที่ไม่ได้อ่านออกเสียงต่อเนื่องแบบคำสมาส  เช่น

 

สัตบุรุษ

อ่านว่า

สัดบุ -  หฺรุด

อุตสาหะ

อ่านว่า

อุดสา -  หะ

กลอุบาย

อ่านว่า

กน –  อุ -  บาย

ภูมิลำเนา

อ่านว่า

พูมลำ –  เนา

มรรยาท

อ่านว่า

มัน –  ยาด

รสนิยม

อ่านว่า

รดนิยม

จักรเพชร

อ่านว่า

จัก –  เพ็ด

คุณโทษ

อ่านว่า

คุน –  โทด

จรรยา

อ่านว่า

จัน –  ยา

กรมพระยา

อ่านว่า

กฺรมพฺระ –  ยา

เศษวรรค

อ่านว่า

เสด - วัก

กาลเวลา

อ่านว่า

กานเวลา

 

                               

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet